วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

สรุปเนื้อหาแต่ละบทเรียน


บทที่4 องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว



ได้ให้คำจำกัดความไว้ 3 คำที่จำเป็นในการศึกษาแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่

1.ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว (Tourism Resources) หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการพักผ่อนและประกอบกิจการนันทนาการ อันนำมาซึ่งความสุขและความพึงพอใจในรูปแบบต่างๆได้ 2.จุดหมายปลายทาง (Destination) หมายถึงสถานที่ใดสถานที่หนึ่งอาจจะเจาะจงหรือไม่เจาะจงก็ได้ เช่น เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี (เจาะจง) อำเภอปากเกร็ด (ไม่เจาะจง)

3.สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว (Tourist Attraction) หมายถึงสถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดใจให้ผู้คนเดินทางเข้าไปเยี่ยมชม หรือประกอบกิจการเพื่อให้ได้รับความพึงพอใจ


สรุปความหมายของแหล่งท่องเที่ยว คือ "สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบกิจกรรมต่างๆเพื่อบตอบสนองต่อจุดประสงค์ด้านความพึงพอใจ หรือด้านนันทนาการ อาจเป็นสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเฉพาะหรือหลายที่ก็ได้ มีทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือเป็นแหล่งธรรมชาติ"


ประเภทของแหล่งท่องเที่ยว


1.ขอบเขต 2.ความเป็นเจ้าของ 3.ความคงทนถาวร 4.ศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้แบ่งแหล่งท่องเที่ยวออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้


1.แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติหมายถึง สถานที่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งทางด้านชีวภาพและกายภาพ รวมทั้งสิ่งที่มนุษย์เข้าไปปรับปรุงแต่งเติมจากสภาพะรรมชาติในบางส่วน ซึ่งทรัพยากรประเภทนี้ไม่มีต้นทุนในด้สนการดูแลรักษา เช่น ภูเขา น้ำตก ทะเล เป็นต้น

2.แหล่องท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นหมายถึงสถานที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างและมีอายุการใช้งาน รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันออกไป แต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าทางการท่องเที่ยว ได้แก่ ศาสนสถาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ


กรมศิลปากรได้แบ่งโบราณสถานออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่

1.โบราณสถานสัญลักษณ์แห่งชาติ2.อนุสาวรีย์แห่งชาติ3.อาคารสถาปัตยกรรมแห่งชาติ4.ย่านประวัติศาสตร์5.อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ6.นครประวัติศาสตร์แห่งชาติ7.ซากโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์แห่งชาติ3.แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่นหมายถึงแบบอย่างหรือวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนแต่ละกลุ่ม เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขในสังคม


ตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลวัฒนาธรรม ประเพณี และกิจกรรมในประเทศไทยอาทิ งานประเพณีต่างๆ เช่น สงกรานต์ แห่นางแมว บุญบั้งไฟ วิถีการดำเนินชีวิตของชาวเขา ไร่นา สวนพืชผักต่างๆ ห้างสรรพสินค้าต่างๆ โรงละคน โรงภาพยนต์ สถานที่ที่มีความทันสมัย โรงแรม สนามกอล์ฟ รีสอร์ท เป็นต้น


ตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลวัฒนาธรรม ประเพณี และกิจกรรมในต่างประเทศอาทิ งานดอกซากุระบาน ที่ประเทศญี่ปุ่น มหานครนิวยอร์ก โรงละครบรอดเวย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มหานครลอนดอน ห้างแฮรอด ประเทศอังกฤษ เป็นต้น


แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการจัดให้เป็นมรดกโลกทั้งหมด 5 แห่ง ประกอบด้วย 1.อุทยานทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.25342

2.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.25343

3.อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.25344

4.แหล่งขุดข้นโบราณคดีบ้านเชียง ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.25355

5.ดงพยาเย็น-เขาใหญ่ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.2548



บทที่ 1 ความหมายและความสำคัญของการท่องเที่ยว



ความหมายของการท่องเที่ยว


มีนักวิชาการหลายท่านเห็นพ้องต้องกันว่าการนิยามความหมายของคำว่าการท่องเที่ยวนั้นกระทำได้ยาก เพราะการท่องเที่ยวเป็นรูปแบบกิจกรรมหนึ่งของนันทนาการ (Recreation) ซึ่งคล้ายกับกิจกรรมทางการกีฬา หรืองานอดิเรก และการใช้เวลาว่างนอกจากนี้เมื่อการท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับการเดินทาง จึงมีปัญหาตามมา ด้วยปัญหาดังกล่าว จึงมีการพยายามที่จะให้คำจำกัดความของคำว่าการท่องเที่ยวหลายครั้งจากทั้งนักวิชาการและองค์กรต่างๆ จนในปี พ.ศ.2506 ได้มีการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องของการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ที่ กรุงโรม ประเทศอิตาลีและได้ยอมรับข้อเสนอเกี่ยวกับคำจำกัดความของการท่องเที่ยวจากนักวิชาการจากองค์การการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ
(IUOTO: The International Union of Official Travel organizations ต่อมาได้กลายเป็นองค์การท่องเที่ยวโลกในปี พ.ศ.2513 : World Tourism Organization, WTO) ว่าการเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยวต้องมีลักษณะดังนี้


-เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว-เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ-เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆก็ตามที่ไม่ใช่เพื่อการประกอบอาชีพและการหารายได้


จากนิยามความหมายของการท่องเที่ยวที่มาจากการประชุมในปีพ.ศ.2506 นั้นที่ประชุมได้ให้คำนิยามเรียกผู้ที่เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวว่า ผู้เยี่ยมเยือน (Visitor) ซึ่งจำแนกออกเป็น นักท่องเที่ยว (Tourist) และ นักทัศนาจร (Excursionist)นักท่องเที่ยว คือผู้มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จุดประสงค์เพื่อใช้เวลาว่าง เพื่อกิจกรรมนันทนาการ สุขภาพ การกีฬา หรือเพื่อประกอบธุรกิจ เป็นต้นนักทัศนาจร คือผู้มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือน ไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้เดินทางโดยเรือสำราญ แต่ไม่รวมผู้โดยสารผ่าน


อย่างไรก็ตามการให้จำกัดความของทั้งสามคำด้านบนนั้น ยังไม่ครอบคลุมการเดินทางของบุคคลบางกลุ่มที่สามารถจัดเป็นการท่องเที่ยวได้ ในปีพ.ศ.2537 องค์การท่องเที่ยวโลก ได้เพิ่มเติมปรับปรุงนิยามของการท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการสถิติแห่งองค์การสหประชาชาติ ใน 2 ประเด็น ได้แก่


1. Tourism comprises the activities of persons traveling to and staying in places outside their usual environment for not more than one consecutive year for leisure, business or other purposesการท่องเที่ยว ประกอบด้วยกิจกรรมของผู้เดินทางไปยังสถานที่อื่นใดที่มิใช่ที่พักอาศัยปกติและมีการพักอาศัย ณ สถานที่นั้น ไม่มากไปกว่าหนึ่งปีอย่างต่อเนื่อง


2. The use of this broad concept makes it possible to identify tourism between countries as well as tourism within country. “Tourism” refers to all activities of visitors including both tourist (overnight visitors) and same-day visitorsการใช้แนวคิดที่กว้างนี้ทำให้มีความเป็นไปที่จะนิยมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้เช่นเดียวกันการท่องเที่ยวภายในประเทศ การท่องเที่ยวหมายถึงกิจกรรมทุกๆ อย่างของผู้มาเยือนทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยว
(ค้างคืน) และผู้มาเยือนแบบวันเดียว


วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยวแบ่งออกได้ 3 ประการใหญ่ ๆ คือ


1.การเดินทางเพื่อความสนุกสนานและพักผ่อน เป็นการเดินทางที่ต้องการความเพลิดเพลิน สนุกสนาน รื่นเริง ในวันหยุดซึ่งการพักผ่อนนี้จะไม่นำเรื่องของงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

2.การเดินทางเพื่อธุรกิจ เป็นการเดินทางที่ควบคู่ไปกับการทำงานแต่ไม่มีวัตถุประสง๕ในการประกอบอาชีพ หรือหารายได้จากสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการไปประชุม สัมมนา หรือเรียกว่า MICE (Meeting, Incentives, Conventions and Exhibitions)

3.การเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ อาจเรียกได้ว่า การเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ และสลับซับซ้อนไปมากกว่าการไปพักผ่อนหรือประชุม เช่น การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติประเภทของการท่องเที่ยวสามารถแบ่งออกได้ 3 วิธีใหญ่ ๆ คือ


1.การแบ่งตามสากล ได้แก่ การแบ่งโดยใช้ประเทศกำหนด คือ
-การท่องเที่ยวภายในประเทศ หมายถึง ผู้อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ๆ และเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในประเทศของตนเองที่อาศัยอยู่-การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ หมายถึง ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่นแล้วเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น ๆ-การท่องเที่ยวนอกประเทศ หมายถึง ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศหนึ่ง แล้วเดินทางออกไปยังสถานที่ท่องเที่ยวของอีกประเทศหนึ่ง
2.การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง แบ่งออกเป็น-การท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ เรียกอีกอย่างว่า Group Inclusive Tour : GIT สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ กรุ๊ปเหมา และกรุ๊ปจัด กรุ๊ปเหมา คือ การท่องเที่ยวของคณะนักท่องเที่ยวซึ่งมีความสัมพันธ์กัน อาจจะเป็นทางด้านส่วนตัวหรือหน้าที่การงาน เดินทางร่วมกัน มีความต้องการคล้ายคลึงกัน ส่วนกรุ๊ปจัด คือ การเดินท่องเที่ยวของคณะนักท่องเที่ยวซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กัน อาจจะเป็นทั้งด้านส่วนตัวหรือหน้าที่การงาน แต่มีความต้องการที่จะเดินทางร่วมกันไปยังสถานที่เดียวกัน-การท่องเที่ยวแบบอิสระ เรียกว่า Foreign Individual Tourism : FIT การท่องเที่ยวประเภทนี้ ต้องการความมีอิสระ และมักเดินทางตามลำพัง มักจะวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง หรือใช้บริการบริษัทนำเที่ยวก็ได้ ลักษณะการเดินทางทั้งแบบหมู่คณะหรือ อิสระนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการให้บริการของบริษัทนำเที่ยวแบบสำเร็จรูป หรือที่เรียกว่า Package Tour
3.การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง



บทที่ 5 การคมนาคมขนส่ง ( transportation )



หมายถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ สิ่งของ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยอาสัยสื่อกลางต่างๆภายใต้และราคาที่ได้ตกลงกันไว้


1.พัฒนาการขนส่งทางบก เริ่มขึ้นในสมัย 200 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งใช้คนลากรถสองล้อไปบนถนนก่อนที่จะนำสัตว์เช่น วัว ลา มาช่วยลากรถสองล้อในยุคอียิปต์และกรีก จนกระทั่งในยุคโรมันจึงได้มีการพัฒนาการขนส่งจากรถสองล้อมาเป็นรถสี่ล้อที่ใช้ม้าลาก พร้อมกับการสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างเมืองและรัฐต่างๆในยุคนั้นๆ ต่อมาในปีค.ศ.1480 ได้มีการประดิษฐ์รถม้าโดยสารในประเทศอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรก ต้นศตวรรษาที่ 18 ได้มีการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาการขนส่งทางเรือและรถไฟ ส่งผลให้ผู้คนเดินทางเป็นจำนวนมาก เนื่องจากรถไฟเป็นพาหนะที่มีความปลอดภัย และยังมีราคาค่อนข้างถูกการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ : ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและนิยมมากนัก เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบทางรถยนต์แล้วมีราคาค่อนข้างแพง ใช้เวลานานและไม่ค่อยสะดวก
2.พัฒนาการขนส่งทางน้ำ เป็นการขนส่งที่เก่าแก่ที่สุด โดยเริ่มขึ้นเมื่อปีค.ศ.1772 ในประเทศอังกฤษ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ธุรกิจเรือสำราญได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการลดราคาการเดินทางลง เพื่อให้สามารถจำหน่ายได้มากขึ้นในประเทศไทยการคมนาคมขนส่งทางน้ำในอดีตนั้นเริ่มจากการใช้เรือเล็กๆเพื่อทำการประมง และการขนส่งสินค้าในประเทศเป็ยหลักต่อมาได้ขยายการค้าโดยมีการติดต่อกับต่างประเทศ จึงได้รับรูปแบบวิธีการต่อเรือมาจากประเทศจีน
การเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้


1.เรือเดินทะเล

2.เรือสำราญ

3.เรือข้ามฟาก

4.เรือใบและเรือยอร์ช

5.เรือบรรทุกสินค้า


3.พัฒนาการขนส่งทางอากาศ


หลังจากปี ค.ศ.1903(พ.ศ.2446) ซึ่งเป็นปีที่พี่น้องตระกูล Wright คิดค้นและประดิษฐ์เครื่องบินเป็นครั้งแรก ก็ได้พยายามพัฒนารูปแบบและเครื่องยนต์ให้ดีจึ้นไปเรื่อยๆ จนได้มีการคิดผลิตเครื่องบินออกมาใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และในปี ค.ศ.1919 เที่ยวบินทางด้านธุรกิจครั้งแรกในโลกก็เกิดขึ้นระหว่างเมือง London และ Parisการเดินทางท่องเที่ยวทางอากาศ แบ่งออกเป็น 3ประเภทใหญ่คือ


1.การบินลักษณะเที่ยวบินประจำ
1.1เที่ยวบินประจำภายในประเทศ
1.2เที่ยวบินประจำระหว่างประเทศ
2.การบินลักษณะเที่ยวบินไม่ประจำ

3.การบินลักษณะเที่ยวบินเช่าเหมาลำ




บทที่ 6 ที่พักแรม



ธุรกิจที่พักแรมมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยพิจารณาจากลักษณะการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ในการสำรวจประจำปีเกี่ยวกับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยแสดงสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยปี 2547 มากที่สุดตามลำดับ ดังนี้


1. สินค้า/ของที่ระลึก 28.32%

2. ที่พัก 26.31%

3. อาหาร-เครื่องดื่ม 16.84%

4. บันเทิง 12.40%

5. พาหนะในประเทศ 7.77%

6. บริการท่องเที่ยว 5.44%

7. เบ็ดเตล็ด 2.92%


ความเป็นมาของธุรกิจที่พักแรมในสากล/ต่างประเทศ


นับตั้งแต่การเดินทางโดยรถม้าทำให้ธุรกิจที่พัก (Coaching inn) ขยายตัวตามเส้นทางถนนและได้รับความนิยมในอังกฤษ การเดินทางโดยรถไฟและเรือจักรไอน้ำซึ่งโดยสารคนได้คราวละจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจที่พักเติบโตบริเวณสถานีปลายทางและเมืองท่ากลุ่มหรือเชน(Chain) โรงแรมที่สำคัญ ได้แก่ Intercontinental, Holiday Inn, Marriott, Sofitel, Hilton, Conrad, Sheraton, Hyatt, Le Meridien เป็นต้น


ธุรกิจที่พักแรมในประเทศไทย ประกอบด้วย


· โอเรียนเต็ลโฮเต็ล (Oriental Hotel) สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกลาสีเรือชาวต่างชาติเป็นเพียงอาคารไม้ชั้นเดียว

· โฮเต็ลหัวหิน หรือโรงแรมรถไฟหัวหิน สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2465 ในสมัยรัชกาลที่6 โดยกรมรถไฟหลวง จัดเป็นโรงแรมตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของไทย

· โฮเต็ลวังพญาไท เป็นโรงแรมหรูหราในสมัยรัชกาลที่ 7 โดยปรับปรุงจากพระราชวังพญาไท ใช้เป็นที่รองรับแขกเมืองปัจจุบันขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญ

· โรงแรมรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 8 โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ต่อมาเอกชนเช่าดำเนินการเปลี่ยนเป็นชื่อ โรงแรมรอยัล (Royal Hotel)โรงแรมเรียกกิจการที่พักคนเดินทางแทนคำว่า โฮเต็ล มีครั้งแรกใน พ.ศ.2478 พร้อมการออกพระราชบัญญัติโรงแรมฉบับแรกขึ้น กลุ่มโรงแรมภายในประเทศที่สำคัญได้แก่ กลุ่มดุสิตธานี เซ็นทรัล อมารี และเอ็มพีเรียล


ปัจจัยพื้นฐานในการบริการที่พักแรม

· ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้พัก

· ความสะอาดและสุขอนามัยในสถานที่พัก

· ความสะดวกสบายจากการบริการสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย

· ความเป็นส่วนตัว

· บรรยากาศการตกแต่งที่สวยงาม

· ภาพลักษณ์ของกิจการและอื่นๆประเภทที่พักแรม


บริการที่พักในปัจจุบันมีรูปแบบหลาหลายสอดคล้องกับความต้องการของนักเดินทางท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งยังคงเพิ่มปริมาณขึ้นทุกปี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ โรงแรม และที่พักนักท่องเที่ยว


1. โรงแรม (hotel) เป็นที่พักแรมที่นิยมมากของนักท่องเที่ยวทั่วไป


1.1 เกณฑ์การจำแนกประเภทโรงแรม

· ด้านที่ตั้ง ในเมืองใหญ่ นอกเมือง ในแหล่งท่องเที่ยวตากอากาศ ริมทางหลวง ในสถานที่เล่มหิมะ ตามสถานีปลายทางรถไฟ ท่าอากาศยาน ริมน้ำ

· ด้านขนาด การระบุเป็นขนาดเล็ก กลางและใหญ่

· ด้านจุดประสงค์ โรงแรมที่เน้นบริการตอบสนองความต้องการของผู้พักเฉพาะกลุ่ม

ได้แก่ โรงแรมเพื่อการประชุม โรงแรมเพื่อการพักผ่อนตากอากาศ

· ด้านราคา พิจารณาจากอัตราราคาห้องพักโดยเปรียบเทียบระดับราคาเฉลี่ยของกิจการภายในเขตพื้นที่/ประเทศ

· ด้านระดับการบริการ พิจารณาจากความครบครันในการบริการ ความหรูหราในบริการและตกแต่ง

· ด้านการจัดระดับมาตรฐานโดยใช้สัญลักษณ์ การใช้สัญลักษณ์สื่อถึงระดับมาตรฐานกิจการได้รับความนิยมทั่วไป เครื่องหมายสัญลักษณ์ที่กลายเป็นที่รู้จักดีในสากลคือ 1-5 ดาว

· ด้านความเป็นเจ้าของและรูปแบบการบริหาร แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ


1. โรงแรมอิสระ : เป็นโรงแรมที่เจ้าของกิจการดำเนินเอง ตามนโยบายที่กำหนดขึ้นเองอย่างอิสระ

2. โรงแรมจัดการแบบกลุ่ม : โรงแรมที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการแบบกลุ่ม มีการวางแผนการบริหารจัดการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีข้อตกลงตามสัญยาในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน



2. ที่พักนักท่องเที่ยว ได้แก่

· บ้านพักเยาวชน หรือโฮเทล

· ที่พักพร้อมอาหารเช้าราคาประหยัด

· ที่พักริมทางหลวง

· ที่พักแบบจัดสรรเวลาพัก หรือไทม์แชริ่ง

· เกสต์เฮ้าส์

· อาคารชุดบริการที่พักระยะยาว หรือ เวอร์วิสอพาร์ตเมนต์

· ที่พักกลางแจ้ง

· โฮมสเตย์ หรือที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท


ประเภทของห้องพัก


1. Single ห้องพักสำหรับนอนคนเดียว

2. Twin ห้องพักเตียงคู่แฝด

3. Double ห้องพักเตียงคู่ที่เป็นเตียงเดียวขนาดใหญ่

4. Suite ห้องชุดที่ภายในประกอบด้วยห้องตั้งแต่ 2 ห้องขึ้นไปโดยกั้นเป็นสัดส่วน แบ่งเป็นห้องนอนและห้องนั่งเล่น

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

จุดเริ่มต้นของไร่องุ่นSilver Lakeใกล้เมืองพัทยา

จุดเริ่มต้นของไร่องุ่นSilver Lakeใกล้เมืองพัทยา

เจ้าของไร่คือคุณสุพรรษา เนื่องภิรมย์ อดีตนางเองชื่อดัง เล่าถึงแรงบันดาลใจว่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้วได้มีโอกาสเข้าชมไร่องุ่นต่างๆในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า หลายแห่งมีสภาพแวดล้อมค่อนข้างแห้งแล้ง เป็นป่าเขาโล้น แต่ก็สามารถทำไร่องุ่นได้ จึงเกิดความสนใจอยากนำที่ดินใน ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเธอและสามีซื้อเก็บไว้มาพัฒนาเป็นไร่องุ่นดูบ้าง

จากนั้นได้เชิญเจ้าของไร่องุ่นชาวอเมริกันท่านหนึ่ง มาช่วยพิจารณาดูสภาพแวดล้อมที่ดินดังกล่าวว่า สามารถพัฒนาเป็นไร่องุ่นได้หรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเหมาะจะทำไร่องุ่นอย่างยิ่งจึงเริ่มต้นทดลองปลูกองุ่นในพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ โดยนำเข้าพันธุ์องุ่นจากประเทศสหรัฐ 4 สายพันธุ์มาเริ่มปลูก ใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 70,000 บาทต่อไร ปรากฏว่าหลังทดลองปลูกมา 1 ปี องุ่นมีคุณภาพดี แต่ในเวลานั้นมีปัญหาคือยังไม่มีตลาดรองรับ รวมถึงขาดความรู้ในการตั้งราคาขายเหมาะสม จึงต้องใช้การประเมินราคาตามความรู้สึก แล้ววางขายที่หน้าไร่เท่านั้น

และด้วยผลผลิตที่ได้น่าพอใจ จึงสร้างไร่องุ่นครบวงจร โดยค่อยๆขยายพื้นที่ปลูกองุ่น รวมถึงซื้อที่ดินเพิ่มเติม ปัจจุบันไร่องุ่น “ซิลเวอร์เลค” มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 1,200 ไร่ ปรับปรุงสภาพแล้ว 400 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ทำไร่องุ่น280 ไร่

จากข้อได้เปรียบพื้นที่ไร่ติดกับ “พระพุทธแกะสลัก เขาชีจรรย์” และอยู่ใกล้ตัวเมืองพัทยาแค่ 20 กิโลเมตร คุณสุพรรษา จึงปรับปรุงภูมิทัศน์ไร่องุ่น “ซิลเวอร์เลค” ให้สวยงาม โดยจะเน้นให้นักท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศการทำไร่องุ่นตามธรรมชาติจริงๆ และการให้เช่าพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น งานแต่งงาน วันเกิด งานเปิดตัวสินค้า จึงถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของเมืองพัทยา สามารถดึงลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าถึงแหล่งผลิต ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างประเทศเทศเข้าชมอย่างต่ำวันละประมาณ 300 คนมีทั้งมาด้วยตัวเอง และมากับคณะทัวร์

ของฝากที่ซื้อได้ในไร่องุ่นซิลเวอร์เลค

เนื่องจากมีผลผลิตองุ่นประมาณ 10 กว่าตันต่อปี โดยจะออกผลระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ จึงสามารถนำออกมาวางขายทั้งแบบองุ่นสด และนำไปแปรรูปต่างๆ เพื่อเป็นของฝากจากไร่องุ่นด้วยเช่น น้ำองุ่น เยลลี่องุ่น ลูกเกด คุกกี้ไส้องุ่น และแยมองุ่น ขายผ่านร้านหน้าไร่ รวมถึง ทางไร่ทำหน้าที่เป็นตลาดกลางรับซื้อองุ่นจากแหล่งต่างๆ มาขายที่ไร่ด้วย

ที่นี่ยังมีจุดสนใจอีกที่หนึ่งที่เป็นแหล่งดึงดูดของนักท่องเที่ยวคือพิชซ่าอร่อยและไวน์ชั้นเยี่ยมที่ไร่องุ่น

ซิลเวอร์เลค มี2 หน้า คือ

1.พิซซ่า พาร์ม่าแฮม (Pizza Phamaham)

2.พิซซ่า อิตาเลียนซอสเซส (Pizza Italian Saugsage) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาตรงข้ามกับไร่องุ่น สามารถมองเห็นได้แต่ไกลและสามารถแวะชิมได้

นอกจากแปลงปลูกองุ่นแล้วยังมีบริเวณที่เป็นสวนดอกไม้ และจุดชมวิวซึ่งอยู่บนเนินมองลงไปจะเห็นเหมือนทะเลสาบอยู่ระหว่างภูเขาถ้าเป็นช่วงเย็นวิวจะสวยมาก ยิ่งถ้าเป็นช่วงเดือนตุลาคมถึง กุมภาพันธ์จะสวยมากเพราะเป็นจุดที่พระอาทิตย์ตกหลังทะเลสาบพอ ดี

แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง

• พระพุทฑรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เมื่อได้มีการจัดสร้างพระพุทธรูปแกะสลักในลักษณะพระพุทธฉาย ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อเป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลที่ 9 น้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาส ทรงครองสิริราชสมบัติปีที่ 50 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระพุทธรูปแบบ ประทับนั่งปางมารวิชัยเลียนแบบพระพุทธนวราชบพิตรศิลปะสุโขทัยผสมล้านนา ความสูง 109 เมตร

• สวนนงนุช สถานที่ท่องเที่ยวเอกชนในบรรยากาศธรรมชาติ ที่มีการจัดการพื้นที่ภายใต้แนวคิด "จัดสวนให้คนมาเที่ยว"ของคุณนงนุช ตันสัจจา ผู้ก่อตั้งสวนนงนุช มีการสร้างสรรค์ตกแต่งให้มีบรรยากาศแบบธรรมชาติ มีน้ำตกจำลอง ทะเลสาบ สวนไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิด โดยมีสวนกล้วยไม้ สวนเฟิร์น สับปะรดสี สวนไม้พุ่ม ไม้ดัด สวนหิน ตะบองเพชร และปาล์มจากทั่วทุกมุมโลก ภายในสวนนงนุชมีสถานที่น่าสนใจมากกว่า 60 จุด มีสวนสัตว์และศูนย์วัฒนธรรมไทยเปิดแสดงศิลปะการฟ้อนรำของแต่ละภาค ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว กีฬาพื้นบ้านและการแสดงของช้างแสนรู้เปิดแสดงทุกวันในพื้นที่เกือบ 1500 ไร่ของสวนนงนุชที่เต็มไปด้วยพฤกษานานาพรรณ สิ่งปลูกสร้างสวยงามมากมาย สัตว์เลี้ยงน้อยใหญ่อีกหลากหลายชนิด ได้รับการดูแลอย่างดี มีการปรับปรุงดัดแปลงอยู่ตลอดเวลา นักท่องเที่ยวจะได้เห็นภาพที่สวยงาม แปลกใหม่ สดชื่น ในทุกครั้งที่เข้ามาเที่ยวชม

• ตลาดน้ำ 4 ภาคพัทยา เกิดจากแนวความคิดที่ต้องการรวบรวม วัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชีวิต สินค้า และอาหารของคนไทยทั้ง4 ภาคมาไว้รวมกัน เนื่องจากพัทยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักกันดี ถึงแม้ที่นี่จะเป็นตลาดน้ำที่ถูกสร้างขึ้นมา แต่ก็ถือว่าสร้างขึ้นมาได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยพื้นที่ที่กว้างใหญ่ถึง 23 ไร่ ทำเรามีความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังเดินเที่ยวอยู่ในตามหมู่บ้านที่อยู่ริมลำคลองจริงๆรูปแบบของร้านค้าที่นี่ทั้งหมดถูกสร้างด้วยไม้ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมดกว่า 100หลัง รูปแบบของการก่อสร้างก็ทำเหมือนกับลักษณะบ้านในสมัยโบราณ ระหว่างที่เราเดินตามเส้นทาง ลัดเลาะไปตามร้านค้าต่างๆ จะพบเห็นแม่ค้าพายเรือขายของอยู่ตลอดเส้นทาง หากเราต้องการซื้อของกิน เราก็เรียกแม่ค้าที่พายเรืออยู่ให้มาเทียบท่าได้ตลอดเวลา หลังจากที่สั่งของกินเสร็จแล้ว เค้าจะจัดพื้นที่ไว้สำหรับรับประทานอาหารไว้ตามริมทางเดิน เป็นโต๊ะลักษณะแบบโต๊ะญี่ปุ่น นั่งกินกันแบบครอบครัว หรือ แบบกลุ่มเพื่อน

• วัดญาณสังวราราม เป็นพื้นที่วัด 366 ไร่ และเป็นพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริอีก 2,500 ไร่ นอกจากเจดีย์และพุทธสถานที่สวยงามแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆอีก เช่น ศาลานานาชาติริมสระ- น้ำ วิหารเซียน (เอนกกุศล ศาลา) ซึ่งเป็นอาคารแบบจีนเก็บรวบรวมศิลปวัตถุของจีนไว้มากมาย

กิจกรรมต่างๆ ในไร่องุ่น.......

- นั่งรถม้าชมไร่ เป็นกิจกรรมที่น่าสนุก ตื่นเต้น ท้าทาย สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งรถม้า และเราสามารถนั่งรถม้าชมรอบๆไร่ ในเวลาที่จำกัดแต่คุ้มค่ากับเวลาที่ได้เที่ยวชม ในอัตราค่านั่งรถชม ....... บาท

- บริการรถ ATV เป็นรถที่คล้ายๆรถจักรยาน แต่ใช้กำลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ เป็นรถที่สามารถเล่นกีฬาคล้ายๆผาดโผน สนุกสนาน แต่ต้องมีอุปกรณ์เซฟความปลอดภัยด้วย ค่าบริการ 20 นาที 250 บาท

นั่งรถพ่วง เป็นรถพ่วงที่นั่งกันเป็นกลุ่มเพื่อชมความงามของไร่องุ่น ความสดชื่นของธรรมชาติที่เขียวขจี ทั้งยังเป็นไร่ที่มีเนื่อที่มาก เหมาะสำหรับการพักผ่อน ค่าบริการผู้ใหญ่ 70 บาท เด็ก 30 บาท

- ขี่รถจักรยาน เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบธรรมชาติโดยเฉพาะ และขี่รถจักรยานชมธรรมชาติท่ามกลางหุบเขา และอ่างเก็บน้ำที่สวยงาม เหมาะสำหรับขี่เป็นคู่รัก เพื่อนสนิท หรือจะไปกันเป็นกลุ่มๆ ก็สนุกสนานไม่แพ้กัน

ค่าบริการ 20 นาที 50 บาท

- ขี่จักรยานเสือภูเขา ลัดเลาะไปตามแนวปลูกองุ่นของไร่ ที่ดูสวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความท้าทาย

- นั่งช้างชมไร่ เป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับคู่รักที่ชอบความหวานกับความโรแมนติก และความแสนรู้ของ

ช้าง

- ขี่จักรยานน้ำ ในทะเลสาปกว้างใหญ่ที่ต้องอาศัยใช้แรงของผู้ชายเข้าช่วยเหมาะสำหรับครอบครัวเพื่อนๆและคู่รักเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าใช้แรงในการถีบให้ไปข้างหน้า

การเดินทาง

1. จากถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าไปอำเภอสัตหีบ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 161 ให้สังเกตทางซ้ายมือ จะเห็นทางเข้า วัดเขาชีจรรย์ เลี้ยวเข้าไปประมาณ 6 กิโลเมตร จะเห็นไร่องุ่นซิลเวอร์เลคอยู่ทางขวามือ

2. ใช้ทางหลวงพิเศษ Mortor Way มุ่งหน้าไปทางจังหวัดระยอง และชิดขวาเพื่อกลับรถเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ทางหลวง หมายเลข 331 เข้าไปประมาณ 14 กิโลเมตร ให้สังเกตทางด้านซ้ายมือ จะเห็นป้ายทางเข้าไร่องุ่นซิลเวอร์เลค เลี้ยวขวา เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตรจะเห็นไร่องุ่นซิลเวอร์เลคอยู่ทางซ้ายมือ

3. ถ้าอยู่ใกล้ๆจากถนนสุขุมวิท ผ่านพัทยาใต้มาทางหาดจอมเทียน เลยโรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน และโรงแรมโอเชียนมารีน่าไปนิดเดียว ให้ชิดซ้ายจะมีป้ายบอกไปวัดเขาชีจรรย์ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 6 กิโลเมตร สังเกตพระพุทธรูปแกะสลักที่เขาชีจรรย์วิ่งไปตามทางจะเห็นเขาชีจรรย์ทางขวามือ ไร่จะอยู่ติดกับเขาชีจรรย์

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนสามารถนอนพักค้างคืนที่ไร่นี้ได้ เพราะที่ไร่มีบริการบ้านพักรีสอร์ท

ซิลเวอร์เลค ไว้สำหรับผู้เดินทางประมาณ 11 หลัง ตั้งชื่อตามหนังที่คุณษาชอบ และมีตัวหนัง (แผ่น) ให้ดู มีภาพ โปสเตอร์ ใบโชว์การ์ด ฯลฯในบ้านด้วย ชื่อตัวอย่างบ้าน เช่น ครูเสือ, ใจเดียว, สามใบเถา, ดาวเคียงเดือน, สาวใช้แม่เอิบ, และเครือฟ้า เป็นต้น

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มิวเซียมสยาม

มิวเซียมสยาม

ประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์




มิวเซียมสยาม หรือ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ เป็นพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บนถนนสนามไชย กรุงเทพมหานคร เปิดให้บริการเมื่อ 2 เมษายน พ.ศ. 2551 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบโต้ตอบโดยใช้ตัวละคร 7 ตัวเป็นตัวกลาง มิวเซียมสยามดูแลโดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้นี้ ถือเป็นแหล่งการเรียนรู้หนึ่งที่เน้นจุดมุ่งหมายในการแสดงตัวตนของชนในชาติ ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้าชมที่อยู่ในวัยเด็กและเยาวชน ได้เรียนรู้รากเหง้าของชาวไทย โดยเน้นไปที่กลุ่มชนในเขตเมืองบางกอก หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า กรุงเทพมหานคร เป็นสำคัญ เนื่องจากตัวมิวเซียมสยามแห่งนี้ได้ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร แต่มิได้หมายความว่าถ้าเป็นคนไทยต่างจังหวัด จะไม่สามารถมาเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์นี้ได้ ด้วยเพราะสิ่งที่จัดแสดงในมิวเซียมสยามนี้ แสดงถึงความเป็นมาของชนชาติไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผ่านการนำเสนอด้วยสื่อผสมหลายรูปแบบ ทำให้มีความน่าสนใจ และดึงดูดใจผู้เข้าชมได้เป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังตั้งอยู่ในสถานที่สวยงามจัดแสดง อาคารกระทรวงพาณิชย์เดิมภายในมิวเซียมสยามเป็นอาคาร 3 ชั้น มีห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรทั้งหมด 17 ห้อง ภายใต้หัวข้อ "เรียงความประเทศไทย"



การจัดแสดงของมิวเซียมสยาม




การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์การจัดพื้นที่ภายในแบ่งเป็นเนื้อหาย่อย 17 ธีม ในรูปแบบ "เรียงความประเทศไทย" ให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ผ่านสื่อต่าง ได้แก่
-เบิกโรง (Immersive Theater)

-ไทยแท้ (Typically Thai)-เปิดตำนานสุวรรณภูมิ (Introduction to Suvarnabhumi)-สุวรรณภูมิ(Suvarnabhumi)-พุทธิปัญญา (Buddhism)-กำเนิดสยามประเทศ (Founding of Ayutthaya)-สยามประเทศ (Siam)-สยามยุทธ์ (War Room)-แผนที่ ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ (Map Room)-กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา (Bangkok, New Ayutthaya)-ชีวิตนอกกรุงเทพฯ (Village Life)-แปลงโฉมสยามประเทศ (Change)-กำเนิดประเทศไทย (Politics & Communications)-สีสันตะวันตก (Thailand and the World)-เมืองไทยวันนี้ (Thailand Today)-มองไปข้างหน้า (Thailand Tomorrow)
ในการเข้าชมมิวเซียมสยามนั้น ทางพิพิธภัณฑ์จะให้เริ่มชมจากชั้น 1 ต่อไปยังชั้น 3 และลงมาสิ้นสุดที่ชั้น 2
ชั้น 1 ประกอบด้วย
- เรื่อง ตึกเก่าเล่าเรื่อง ห้องจัดแสดงความเป็นมาของอาคารกระทรวงพาณิชย์เดิม การบูรณะซ่อมแซม รวมถึงการกลายเป็นมิวเซียมสยามในปัจจุบัน
-เบิกโรง ห้องฉายภาพยนตร์สั้นเพื่อนำเข้าสู่การชมมิวเซียมสยาม ผ่านตัวละครต่าง ๆ-ไทยแท้ ห้องแสดงวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของไทย พร้อมการไขว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นของไทยแท้หรือไม่
ชั้น 3 ประกอบด้วย-เปิดตำนานสุวรรณภูมิ ห้องจัดแสดงที่ตั้งของดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ชาติพันธุ์ในดินแดนนี้ และวิธีการขุดค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์-สุวรรณภูมิ ห้องจัดแสดงความเป็นอยู่ของผู้คนในสุวรรณภูมิ การติดต่อกับต่างประเทศ และหลักฐานประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ-พุทธิปัญญา ห้องแสดงหัวใจพระพุทธศาสนาและเรื่องราวที่แสดงถึงสัจจธรรม-กำเนิดสยามประเทศ ห้องแสดงเรื่องราวความเป็นมาอาณาจักรต่าง ๆ ในดินแดนสยาม และตำนานต้นกำเนิดกรุงศรีอยุธยา-สยามประเทศ ห้องแสดงเรื่องราวความเป็นอยู่ในสมัยอยุธยา และรูปจำลองเรือแบบต่าง ๆ ตั้งแต่เรือพื้นบ้านถึงเรือพระราชพิธี-สยามยุทธ์ ห้องแสดงรูปแบบการรบ กำลังพล และการทำสงครามในสมัยอยุธยา
ชั้น 2 ประกอบด้วย-แผนที่ : ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ ห้องแสดงแผนที่ประเทศไทยในสมัยต่าง ๆ-กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา ห้องแสดงเรื่องราวเมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา เริ่มตั้งกรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ การอพยพของคนชาติต่าง ๆ ในสยาม และการเปรียบเทียบว่ากรุงรัตนโกสินทร์เหมือนกับกรุงศรีอยุธยาอย่างไร-ชีวิตนอกกรุงเทพฯ ห้องแสดงวิถีชีวิตของคนในชนบทนอกกรุงเทพฯ โดยมีเรื่องข้าวเป็นหลัก-แปลงโฉมสยามประเทศ ห้องแสดงการเปลี่ยนแปลงสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 และเรื่องราวของถนนเจริญกรุง-กำเนิดประเทศไทย ห้องแสดงเรื่องราวในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย-สีสันตะวันตก ห้องแสดงวัฒนธรรมตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในประเทศไทย-เมืองไทยวันนี้ ห้องอุโมงค์กระจกขนาดใหญ่ มีโทรทัศน์ขนาดเล็กรายล้อมทั่วห้อง-มองไปข้างหน้า ห้องสำหรับแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าชม ด้วยระบบคอมพิวเตอร์แสดงข้อความบนผนัง

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

395 ปีของบันทึกของปินโต

ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบันปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531 : 115) ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างงานเขียนของปินโตตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1614 และแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาฝรั่งเศส (1628) ภาษาอังกฤษ (1653) ใน ค.ศ.1983 กรมศิลปากรได้เผยแพร่บันทึกของปินโตบางส่วนในชื่อ “การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการได้ตีพิมพ์ผลงานบางส่วนของเขาออกเผยแพร่อีกครั้งใน ค.ศ.1988 โดยแปลจากหนังสือชื่อ “Thailand and Portugal : 470 Years of Friendshipรูปแบบการนำเสนองานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์เดินทางเข้ามายังสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531: 115) เป็นต้นการเล่าเรื่องการเดินทางของเขามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์ของโลกให้มากยิ่งขึ้น มิได้มีจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความท้อถอยในการติดต่อกับดินแดนแถบเอเชีย เขาระบุว่าอุทิศการทำงานให้แก่พระเจ้ามิได้หวังชื่อเสียง สิ่งที่ผลักดันให้เขาเดินทางไปยังตะวันออก คือ ธรรมชาติของลูกผู้ชาย เขาแสดงความขอบคุณพระเจ้าและสวรรค์ที่ช่วยให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้(Henry Cogan, 1653 :1-2) ส่วนเฮนรี โคแกนระบุว่า จุดมุ่งหมายในการแปลหนังสือ“Pérégrinação” จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ คือ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้มีการสำรวจและค้นคว้าทางภูมิศาสตร์ เพื่อเป็นบทเรียนให้สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเรืออับปาง เพื่อทัศนศึกษาดินแดนต่างๆในโลกกว้างและเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของ“คนป่าเถื่อน”(Henry Cogan, 1653 : A-B)จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” อย่างไม่อาจมองข้ามได้ งานของปินโตจึงได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง หนังสือของปินโตถูกตีพิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุโรป จึงเป็นเหตุให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง วิลเลียม คอนเกรฟ (William Congreve, 1670-1729) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษได้แทรกบทกวีในบทละครชื่อ “Love for Love” (ค.ศ.1695) เยาะเย้ยว่า “Mendez Pinto was but a type of thee, thou liar of the first magnitude.” (กรมศิลปากร, 2526 : 42 ) เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตัน ( Sir Richard Burton) ในงานเขียนชื่อ “The Third Voyage of Sinbad, the Sailor” ระบุว่า การผจญภัยของปินโตมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในนิยายอาหรับและตั้งฉายาเขาว่า “ซินแบดแห่งโปรตุเกส”
คำแนะนำองค์ปาฐกของ มร.อี.จี. เซบัสเตียน(E.G.Sebastian) ในบทความชื่อ “Fernão Mendez Pinto’s Account of Events in Siam” ( Journal of The Siam Society Volume VII, 1959, p.196 ) ของดับเบิลยู. เอ. อาร์. วูด ( W.A.R. Wood )นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคนเลือกใช้ข้อมูลของปินโตมาอ้างอิงโดยตลอด อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา มานพ ถาวรวัฒน์สกุลในเรื่องขุนนางอยุธยา(2536) อ้างเรื่องยศขุนนางสมัยอยุธยาตอนกลาง สุเนตร ชุตินทรานนท์ในเรื่องบุเรงนองกะยอดินนรธา(2538) ก็อ้างเอกสารของปินโตซึ่งระบุตรงกับราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch)ว่า พระเจ้าบุเรงนองนำเอาเรื่องการขอช้างเผือกมาเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างสยามกับพม่าใน ค.ศ.1569 เป็นต้นผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ, 2525 : 65) แต่ต่อมานักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6) ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เที่ยวชมเมืองด้วยรถรางรอบเกาะรัตนโกสินทร์



รถรางรอบเกาะรัตนโกสินทร์


รถรางเที่ยวชมเกาะรัตนโกสินทร์ Bangkok City tour Shuttle Bus ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร รถรางเที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์ เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.00 ค่าบริการ 30 บาทเท่านั้น วันเสาร์ – อาทิตย์ ขยายการให้บริการ 9.00 – 19.00 ซึ่งบริการฟรีตลอดทั้งวัน ซึ่งผู้มาใช้บริการ มีทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ โดยรถรางทุกคันจะมีวิทยากรบรรยายตั้งแต่ประวัติความเป็นมา และความน่าสนใจของสถานที่ต่างๆ ตลอดเส้นทางสำหรับสถานที่น่าสนใจ เริ่มต้นจาก สนามหลวง เจ้าพ่อหลักเมือง กระทรวงกลาโหม
วัดโพธิ์ พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ดรงละครแห่งชาติ ศุนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร จากนั้นเข้าสู่ ถนนพระอาทิตย์ สวนสันติชัยปราการ ป้อมพระสุเมรุ ตลาดบางลำพู ถนนข้าวสาร เป็นต้น
ตลอดเวลา 40 นาทีบนรถรางนั้น เชื่อแน่ว่านักท่องเที่ยวทุกๆ คนจะได้สัมผัสกับเรื่องราวในอดีตที่ถ่ายทอดผ่านโบราณสถาน รวมถึงสถานที่สำคัญ


รถรางรอบเกาะรัตนโกสินทร์