วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

สรุปเนื้อหาแต่ละบทเรียน


บทที่4 องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว



ได้ให้คำจำกัดความไว้ 3 คำที่จำเป็นในการศึกษาแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่

1.ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว (Tourism Resources) หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการพักผ่อนและประกอบกิจการนันทนาการ อันนำมาซึ่งความสุขและความพึงพอใจในรูปแบบต่างๆได้ 2.จุดหมายปลายทาง (Destination) หมายถึงสถานที่ใดสถานที่หนึ่งอาจจะเจาะจงหรือไม่เจาะจงก็ได้ เช่น เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี (เจาะจง) อำเภอปากเกร็ด (ไม่เจาะจง)

3.สิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว (Tourist Attraction) หมายถึงสถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดใจให้ผู้คนเดินทางเข้าไปเยี่ยมชม หรือประกอบกิจการเพื่อให้ได้รับความพึงพอใจ


สรุปความหมายของแหล่งท่องเที่ยว คือ "สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบกิจกรรมต่างๆเพื่อบตอบสนองต่อจุดประสงค์ด้านความพึงพอใจ หรือด้านนันทนาการ อาจเป็นสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเฉพาะหรือหลายที่ก็ได้ มีทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือเป็นแหล่งธรรมชาติ"


ประเภทของแหล่งท่องเที่ยว


1.ขอบเขต 2.ความเป็นเจ้าของ 3.ความคงทนถาวร 4.ศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้แบ่งแหล่งท่องเที่ยวออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้


1.แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติหมายถึง สถานที่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งทางด้านชีวภาพและกายภาพ รวมทั้งสิ่งที่มนุษย์เข้าไปปรับปรุงแต่งเติมจากสภาพะรรมชาติในบางส่วน ซึ่งทรัพยากรประเภทนี้ไม่มีต้นทุนในด้สนการดูแลรักษา เช่น ภูเขา น้ำตก ทะเล เป็นต้น

2.แหล่องท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นหมายถึงสถานที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างและมีอายุการใช้งาน รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันออกไป แต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าทางการท่องเที่ยว ได้แก่ ศาสนสถาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ


กรมศิลปากรได้แบ่งโบราณสถานออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่

1.โบราณสถานสัญลักษณ์แห่งชาติ2.อนุสาวรีย์แห่งชาติ3.อาคารสถาปัตยกรรมแห่งชาติ4.ย่านประวัติศาสตร์5.อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ6.นครประวัติศาสตร์แห่งชาติ7.ซากโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์แห่งชาติ3.แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่นหมายถึงแบบอย่างหรือวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนแต่ละกลุ่ม เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขในสังคม


ตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลวัฒนาธรรม ประเพณี และกิจกรรมในประเทศไทยอาทิ งานประเพณีต่างๆ เช่น สงกรานต์ แห่นางแมว บุญบั้งไฟ วิถีการดำเนินชีวิตของชาวเขา ไร่นา สวนพืชผักต่างๆ ห้างสรรพสินค้าต่างๆ โรงละคน โรงภาพยนต์ สถานที่ที่มีความทันสมัย โรงแรม สนามกอล์ฟ รีสอร์ท เป็นต้น


ตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลวัฒนาธรรม ประเพณี และกิจกรรมในต่างประเทศอาทิ งานดอกซากุระบาน ที่ประเทศญี่ปุ่น มหานครนิวยอร์ก โรงละครบรอดเวย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มหานครลอนดอน ห้างแฮรอด ประเทศอังกฤษ เป็นต้น


แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการจัดให้เป็นมรดกโลกทั้งหมด 5 แห่ง ประกอบด้วย 1.อุทยานทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.25342

2.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.25343

3.อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.25344

4.แหล่งขุดข้นโบราณคดีบ้านเชียง ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.25355

5.ดงพยาเย็น-เขาใหญ่ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ.2548



บทที่ 1 ความหมายและความสำคัญของการท่องเที่ยว



ความหมายของการท่องเที่ยว


มีนักวิชาการหลายท่านเห็นพ้องต้องกันว่าการนิยามความหมายของคำว่าการท่องเที่ยวนั้นกระทำได้ยาก เพราะการท่องเที่ยวเป็นรูปแบบกิจกรรมหนึ่งของนันทนาการ (Recreation) ซึ่งคล้ายกับกิจกรรมทางการกีฬา หรืองานอดิเรก และการใช้เวลาว่างนอกจากนี้เมื่อการท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับการเดินทาง จึงมีปัญหาตามมา ด้วยปัญหาดังกล่าว จึงมีการพยายามที่จะให้คำจำกัดความของคำว่าการท่องเที่ยวหลายครั้งจากทั้งนักวิชาการและองค์กรต่างๆ จนในปี พ.ศ.2506 ได้มีการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องของการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ที่ กรุงโรม ประเทศอิตาลีและได้ยอมรับข้อเสนอเกี่ยวกับคำจำกัดความของการท่องเที่ยวจากนักวิชาการจากองค์การการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ
(IUOTO: The International Union of Official Travel organizations ต่อมาได้กลายเป็นองค์การท่องเที่ยวโลกในปี พ.ศ.2513 : World Tourism Organization, WTO) ว่าการเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยวต้องมีลักษณะดังนี้


-เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว-เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ-เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆก็ตามที่ไม่ใช่เพื่อการประกอบอาชีพและการหารายได้


จากนิยามความหมายของการท่องเที่ยวที่มาจากการประชุมในปีพ.ศ.2506 นั้นที่ประชุมได้ให้คำนิยามเรียกผู้ที่เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวว่า ผู้เยี่ยมเยือน (Visitor) ซึ่งจำแนกออกเป็น นักท่องเที่ยว (Tourist) และ นักทัศนาจร (Excursionist)นักท่องเที่ยว คือผู้มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จุดประสงค์เพื่อใช้เวลาว่าง เพื่อกิจกรรมนันทนาการ สุขภาพ การกีฬา หรือเพื่อประกอบธุรกิจ เป็นต้นนักทัศนาจร คือผู้มาเยือนชั่วคราว และพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือน ไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงผู้เดินทางโดยเรือสำราญ แต่ไม่รวมผู้โดยสารผ่าน


อย่างไรก็ตามการให้จำกัดความของทั้งสามคำด้านบนนั้น ยังไม่ครอบคลุมการเดินทางของบุคคลบางกลุ่มที่สามารถจัดเป็นการท่องเที่ยวได้ ในปีพ.ศ.2537 องค์การท่องเที่ยวโลก ได้เพิ่มเติมปรับปรุงนิยามของการท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการสถิติแห่งองค์การสหประชาชาติ ใน 2 ประเด็น ได้แก่


1. Tourism comprises the activities of persons traveling to and staying in places outside their usual environment for not more than one consecutive year for leisure, business or other purposesการท่องเที่ยว ประกอบด้วยกิจกรรมของผู้เดินทางไปยังสถานที่อื่นใดที่มิใช่ที่พักอาศัยปกติและมีการพักอาศัย ณ สถานที่นั้น ไม่มากไปกว่าหนึ่งปีอย่างต่อเนื่อง


2. The use of this broad concept makes it possible to identify tourism between countries as well as tourism within country. “Tourism” refers to all activities of visitors including both tourist (overnight visitors) and same-day visitorsการใช้แนวคิดที่กว้างนี้ทำให้มีความเป็นไปที่จะนิยมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้เช่นเดียวกันการท่องเที่ยวภายในประเทศ การท่องเที่ยวหมายถึงกิจกรรมทุกๆ อย่างของผู้มาเยือนทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยว
(ค้างคืน) และผู้มาเยือนแบบวันเดียว


วัตถุประสงค์ของการเดินทางท่องเที่ยวแบ่งออกได้ 3 ประการใหญ่ ๆ คือ


1.การเดินทางเพื่อความสนุกสนานและพักผ่อน เป็นการเดินทางที่ต้องการความเพลิดเพลิน สนุกสนาน รื่นเริง ในวันหยุดซึ่งการพักผ่อนนี้จะไม่นำเรื่องของงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

2.การเดินทางเพื่อธุรกิจ เป็นการเดินทางที่ควบคู่ไปกับการทำงานแต่ไม่มีวัตถุประสง๕ในการประกอบอาชีพ หรือหารายได้จากสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการไปประชุม สัมมนา หรือเรียกว่า MICE (Meeting, Incentives, Conventions and Exhibitions)

3.การเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ อาจเรียกได้ว่า การเดินทางด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ และสลับซับซ้อนไปมากกว่าการไปพักผ่อนหรือประชุม เช่น การเดินทางไปศึกษาธรรมชาติประเภทของการท่องเที่ยวสามารถแบ่งออกได้ 3 วิธีใหญ่ ๆ คือ


1.การแบ่งตามสากล ได้แก่ การแบ่งโดยใช้ประเทศกำหนด คือ
-การท่องเที่ยวภายในประเทศ หมายถึง ผู้อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ๆ และเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในประเทศของตนเองที่อาศัยอยู่-การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ หมายถึง ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่นแล้วเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น ๆ-การท่องเที่ยวนอกประเทศ หมายถึง ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศหนึ่ง แล้วเดินทางออกไปยังสถานที่ท่องเที่ยวของอีกประเทศหนึ่ง
2.การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง แบ่งออกเป็น-การท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ เรียกอีกอย่างว่า Group Inclusive Tour : GIT สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ กรุ๊ปเหมา และกรุ๊ปจัด กรุ๊ปเหมา คือ การท่องเที่ยวของคณะนักท่องเที่ยวซึ่งมีความสัมพันธ์กัน อาจจะเป็นทางด้านส่วนตัวหรือหน้าที่การงาน เดินทางร่วมกัน มีความต้องการคล้ายคลึงกัน ส่วนกรุ๊ปจัด คือ การเดินท่องเที่ยวของคณะนักท่องเที่ยวซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กัน อาจจะเป็นทั้งด้านส่วนตัวหรือหน้าที่การงาน แต่มีความต้องการที่จะเดินทางร่วมกันไปยังสถานที่เดียวกัน-การท่องเที่ยวแบบอิสระ เรียกว่า Foreign Individual Tourism : FIT การท่องเที่ยวประเภทนี้ ต้องการความมีอิสระ และมักเดินทางตามลำพัง มักจะวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง หรือใช้บริการบริษัทนำเที่ยวก็ได้ ลักษณะการเดินทางทั้งแบบหมู่คณะหรือ อิสระนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการให้บริการของบริษัทนำเที่ยวแบบสำเร็จรูป หรือที่เรียกว่า Package Tour
3.การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง



บทที่ 5 การคมนาคมขนส่ง ( transportation )



หมายถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ สิ่งของ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยอาสัยสื่อกลางต่างๆภายใต้และราคาที่ได้ตกลงกันไว้


1.พัฒนาการขนส่งทางบก เริ่มขึ้นในสมัย 200 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งใช้คนลากรถสองล้อไปบนถนนก่อนที่จะนำสัตว์เช่น วัว ลา มาช่วยลากรถสองล้อในยุคอียิปต์และกรีก จนกระทั่งในยุคโรมันจึงได้มีการพัฒนาการขนส่งจากรถสองล้อมาเป็นรถสี่ล้อที่ใช้ม้าลาก พร้อมกับการสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างเมืองและรัฐต่างๆในยุคนั้นๆ ต่อมาในปีค.ศ.1480 ได้มีการประดิษฐ์รถม้าโดยสารในประเทศอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรก ต้นศตวรรษาที่ 18 ได้มีการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาการขนส่งทางเรือและรถไฟ ส่งผลให้ผู้คนเดินทางเป็นจำนวนมาก เนื่องจากรถไฟเป็นพาหนะที่มีความปลอดภัย และยังมีราคาค่อนข้างถูกการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ : ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและนิยมมากนัก เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบทางรถยนต์แล้วมีราคาค่อนข้างแพง ใช้เวลานานและไม่ค่อยสะดวก
2.พัฒนาการขนส่งทางน้ำ เป็นการขนส่งที่เก่าแก่ที่สุด โดยเริ่มขึ้นเมื่อปีค.ศ.1772 ในประเทศอังกฤษ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ธุรกิจเรือสำราญได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการลดราคาการเดินทางลง เพื่อให้สามารถจำหน่ายได้มากขึ้นในประเทศไทยการคมนาคมขนส่งทางน้ำในอดีตนั้นเริ่มจากการใช้เรือเล็กๆเพื่อทำการประมง และการขนส่งสินค้าในประเทศเป็ยหลักต่อมาได้ขยายการค้าโดยมีการติดต่อกับต่างประเทศ จึงได้รับรูปแบบวิธีการต่อเรือมาจากประเทศจีน
การเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้


1.เรือเดินทะเล

2.เรือสำราญ

3.เรือข้ามฟาก

4.เรือใบและเรือยอร์ช

5.เรือบรรทุกสินค้า


3.พัฒนาการขนส่งทางอากาศ


หลังจากปี ค.ศ.1903(พ.ศ.2446) ซึ่งเป็นปีที่พี่น้องตระกูล Wright คิดค้นและประดิษฐ์เครื่องบินเป็นครั้งแรก ก็ได้พยายามพัฒนารูปแบบและเครื่องยนต์ให้ดีจึ้นไปเรื่อยๆ จนได้มีการคิดผลิตเครื่องบินออกมาใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และในปี ค.ศ.1919 เที่ยวบินทางด้านธุรกิจครั้งแรกในโลกก็เกิดขึ้นระหว่างเมือง London และ Parisการเดินทางท่องเที่ยวทางอากาศ แบ่งออกเป็น 3ประเภทใหญ่คือ


1.การบินลักษณะเที่ยวบินประจำ
1.1เที่ยวบินประจำภายในประเทศ
1.2เที่ยวบินประจำระหว่างประเทศ
2.การบินลักษณะเที่ยวบินไม่ประจำ

3.การบินลักษณะเที่ยวบินเช่าเหมาลำ




บทที่ 6 ที่พักแรม



ธุรกิจที่พักแรมมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยพิจารณาจากลักษณะการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ในการสำรวจประจำปีเกี่ยวกับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยแสดงสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยปี 2547 มากที่สุดตามลำดับ ดังนี้


1. สินค้า/ของที่ระลึก 28.32%

2. ที่พัก 26.31%

3. อาหาร-เครื่องดื่ม 16.84%

4. บันเทิง 12.40%

5. พาหนะในประเทศ 7.77%

6. บริการท่องเที่ยว 5.44%

7. เบ็ดเตล็ด 2.92%


ความเป็นมาของธุรกิจที่พักแรมในสากล/ต่างประเทศ


นับตั้งแต่การเดินทางโดยรถม้าทำให้ธุรกิจที่พัก (Coaching inn) ขยายตัวตามเส้นทางถนนและได้รับความนิยมในอังกฤษ การเดินทางโดยรถไฟและเรือจักรไอน้ำซึ่งโดยสารคนได้คราวละจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจที่พักเติบโตบริเวณสถานีปลายทางและเมืองท่ากลุ่มหรือเชน(Chain) โรงแรมที่สำคัญ ได้แก่ Intercontinental, Holiday Inn, Marriott, Sofitel, Hilton, Conrad, Sheraton, Hyatt, Le Meridien เป็นต้น


ธุรกิจที่พักแรมในประเทศไทย ประกอบด้วย


· โอเรียนเต็ลโฮเต็ล (Oriental Hotel) สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกลาสีเรือชาวต่างชาติเป็นเพียงอาคารไม้ชั้นเดียว

· โฮเต็ลหัวหิน หรือโรงแรมรถไฟหัวหิน สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2465 ในสมัยรัชกาลที่6 โดยกรมรถไฟหลวง จัดเป็นโรงแรมตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของไทย

· โฮเต็ลวังพญาไท เป็นโรงแรมหรูหราในสมัยรัชกาลที่ 7 โดยปรับปรุงจากพระราชวังพญาไท ใช้เป็นที่รองรับแขกเมืองปัจจุบันขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญ

· โรงแรมรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 8 โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ต่อมาเอกชนเช่าดำเนินการเปลี่ยนเป็นชื่อ โรงแรมรอยัล (Royal Hotel)โรงแรมเรียกกิจการที่พักคนเดินทางแทนคำว่า โฮเต็ล มีครั้งแรกใน พ.ศ.2478 พร้อมการออกพระราชบัญญัติโรงแรมฉบับแรกขึ้น กลุ่มโรงแรมภายในประเทศที่สำคัญได้แก่ กลุ่มดุสิตธานี เซ็นทรัล อมารี และเอ็มพีเรียล


ปัจจัยพื้นฐานในการบริการที่พักแรม

· ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้พัก

· ความสะอาดและสุขอนามัยในสถานที่พัก

· ความสะดวกสบายจากการบริการสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย

· ความเป็นส่วนตัว

· บรรยากาศการตกแต่งที่สวยงาม

· ภาพลักษณ์ของกิจการและอื่นๆประเภทที่พักแรม


บริการที่พักในปัจจุบันมีรูปแบบหลาหลายสอดคล้องกับความต้องการของนักเดินทางท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งยังคงเพิ่มปริมาณขึ้นทุกปี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ โรงแรม และที่พักนักท่องเที่ยว


1. โรงแรม (hotel) เป็นที่พักแรมที่นิยมมากของนักท่องเที่ยวทั่วไป


1.1 เกณฑ์การจำแนกประเภทโรงแรม

· ด้านที่ตั้ง ในเมืองใหญ่ นอกเมือง ในแหล่งท่องเที่ยวตากอากาศ ริมทางหลวง ในสถานที่เล่มหิมะ ตามสถานีปลายทางรถไฟ ท่าอากาศยาน ริมน้ำ

· ด้านขนาด การระบุเป็นขนาดเล็ก กลางและใหญ่

· ด้านจุดประสงค์ โรงแรมที่เน้นบริการตอบสนองความต้องการของผู้พักเฉพาะกลุ่ม

ได้แก่ โรงแรมเพื่อการประชุม โรงแรมเพื่อการพักผ่อนตากอากาศ

· ด้านราคา พิจารณาจากอัตราราคาห้องพักโดยเปรียบเทียบระดับราคาเฉลี่ยของกิจการภายในเขตพื้นที่/ประเทศ

· ด้านระดับการบริการ พิจารณาจากความครบครันในการบริการ ความหรูหราในบริการและตกแต่ง

· ด้านการจัดระดับมาตรฐานโดยใช้สัญลักษณ์ การใช้สัญลักษณ์สื่อถึงระดับมาตรฐานกิจการได้รับความนิยมทั่วไป เครื่องหมายสัญลักษณ์ที่กลายเป็นที่รู้จักดีในสากลคือ 1-5 ดาว

· ด้านความเป็นเจ้าของและรูปแบบการบริหาร แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ


1. โรงแรมอิสระ : เป็นโรงแรมที่เจ้าของกิจการดำเนินเอง ตามนโยบายที่กำหนดขึ้นเองอย่างอิสระ

2. โรงแรมจัดการแบบกลุ่ม : โรงแรมที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการแบบกลุ่ม มีการวางแผนการบริหารจัดการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีข้อตกลงตามสัญยาในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน



2. ที่พักนักท่องเที่ยว ได้แก่

· บ้านพักเยาวชน หรือโฮเทล

· ที่พักพร้อมอาหารเช้าราคาประหยัด

· ที่พักริมทางหลวง

· ที่พักแบบจัดสรรเวลาพัก หรือไทม์แชริ่ง

· เกสต์เฮ้าส์

· อาคารชุดบริการที่พักระยะยาว หรือ เวอร์วิสอพาร์ตเมนต์

· ที่พักกลางแจ้ง

· โฮมสเตย์ หรือที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท


ประเภทของห้องพัก


1. Single ห้องพักสำหรับนอนคนเดียว

2. Twin ห้องพักเตียงคู่แฝด

3. Double ห้องพักเตียงคู่ที่เป็นเตียงเดียวขนาดใหญ่

4. Suite ห้องชุดที่ภายในประกอบด้วยห้องตั้งแต่ 2 ห้องขึ้นไปโดยกั้นเป็นสัดส่วน แบ่งเป็นห้องนอนและห้องนั่งเล่น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น